5 วิธีลดเสียงรบกวนในออฟฟิศได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง

5 วิธีลดเสียงรบกวนในออฟฟิศได้ง่าย แต่ได้ผลจริง

ในออฟฟิศยุคใหม่ เสียงไม่ได้เป็นแค่สิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดคุณภาพการทำงานของพนักงานโดยตรง เสียงพูดคุย การประชุมออนไลน์ หรือการโทรศัพท์ที่เกิดขึ้นตลอดวัน อาจดูเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อสะสมเข้าด้วยกัน กลับทำให้การโฟกัสขาดช่วง งานที่ต้องใช้ความคิดลึกใช้เวลานานขึ้น และการสื่อสารภายในทีมไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

หลายองค์กรพยายามแก้ปัญหาเสียงรบกวนด้วยการกำหนดมารยาทการทำงาน หรือปรับผังออฟฟิศเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง เสียงเป็นเรื่องของ “พื้นที่และระบบ” มากกว่าพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว บทความนี้จะพาทุกคนไปดู 5 วิธีลดเสียงรบกวนในออฟฟิศได้ง่ายๆ แต่ได้ผลจริง เพื่อให้ออฟฟิศกลับมาเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีสมาธิ (Quiet Workplace) และเกิด Productivity อย่างแท้จริง

เสียงรบกวนในออฟฟิศ มาจากอะไรบ้าง

ก่อนจะพูดถึงวิธีลดเสียงรบกวนในออฟฟิศ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจให้ชัดว่า “เสียง” ที่รบกวนการทำงานของพนักงานนั้น มาจากจุดไหนบ้าง เพราะในออฟฟิศสมัยใหม่ ปัญหาเสียงไม่ได้เกิดจากแหล่งเดียว แต่เป็นผลรวมของพฤติกรรมการทำงาน รูปแบบพื้นที่ และเทคโนโลยีที่ใช้ร่วมกัน

แหล่งเสียงรบกวนตัวอย่าง
เสียงพูดคุยและการประชุมในพื้นที่เปิด (Open Office)คุยงาน / ประชุมย่อย / โทรศัพท์
เสียงจากการประชุมออนไลน์และการโทรศัพท์Video Call ใกล้พื้นที่ทำงาน
เสียงจากอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมรอบตัวคีย์บอร์ด, เครื่องปริ้น, เครื่องถ่ายเอกสาร
เสียงสะท้อนจากวัสดุและโครงสร้างอาคารห้องโล่ง กระจก ผนังแข็ง

5 วิธีลดเสียงรบกวนในออฟฟิศ ที่ทำได้จริง พร้อมวัดผลได้ทันที

การลดเสียงรบกวนในออฟฟิศไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการทุบ รีโนเวท หรือใช้งบประมาณสูงเสมอไป หากเลือกวิธีที่ “ตรงจุด” และสามารถวัดผลลัพธ์ได้ องค์กรจะเห็นผลด้าน Productivity และประสบการณ์การทำงานของพนักงานอย่างชัดเจนในเวลาไม่นาน

1. แยกโซนการทำงานอย่างชัดเจน (Activity-Based Zoning)
หนึ่งในวิธี ลดเสียงรบกวนในออฟฟิศ ที่ต้นทุนต่ำที่สุด คือการจัดโซนการใช้งานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง เช่น

  • Quiet / Focus Zone – สำหรับงานคิด งานเขียน งานวิเคราะห์
  • Collaboration Zone – สำหรับคุยงาน ระดมไอเดีย
  • Meeting / Call Zone – สำหรับประชุมและโทรศัพท์

สามารถช่วยลดการรบกวนระหว่างทีมได้ทันที โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างออฟฟิศใหม่

ซึ่งมักจะวัดผลได้จาก

  • จำนวนคำร้องเรียนเรื่องเสียงลดลง
  • เวลาการทำงานที่ต้องใช้สมาธิของพนักงานยาวขึ้น
  • อัตราการย้ายที่นั่งระหว่างวันลดลง

2. เพิ่มพื้นที่ส่วนตัวด้วย Phone Booth หรือ Privacy Pod
แทนที่จะปล่อยให้การโทรหรือ Video Call เกิดขึ้นกลางออฟฟิศ การเพิ่ม ตู้เก็บเสียง (Phone Booth / Privacy Pod) เป็นวิธีที่เห็นผลชัดเจนและเร็วที่สุด พนักงานสามารถเข้าไปคุยงาน โทรศัพท์ หรือประชุมออนไลน์โดยไม่รบกวนคนรอบข้าง และไม่ต้องสร้างห้องใหม่

ห้องประชุมเดิมตู้เก็บเสียง (Privacy Pod)
ต้องก่อสร้างติดตั้งภายใน 1–2 ชม.
เคลื่อนย้ายไม่ได้ย้ายตำแหน่งได้
ใช้งานเฉพาะประชุมใช้ได้หลายรูปแบบ
ใช้พื้นที่มากใช้พื้นที่คุ้มค่า

วัดผลได้อย่างไร

  • จำนวนการโทรหรือประชุมออนไลน์ในพื้นที่เปิดลดลง
  • เสียงรบกวนโดยรวมในโซนทำงานหลักลดลง
  • อัตราการใช้งาน Pod ต่อวัน (Utilization Rate)

3. ใช้อุปกรณ์ประชุมที่มี AI Noise Cancellation
การประชุมออนไลน์จำนวนมากเกิดปัญหา เพราะไมโครโฟนรับเสียงรอบข้างมากเกินไป การเลือกอุปกรณ์ Video Conference ที่มี AI Noise Cancellation และ Directional Microphone จะช่วยตัดเสียงรบกวน เช่น เสียงพิมพ์คีย์บอร์ด หรือเสียงพูดคุยรอบข้างออกจากระบบได้ทันที

การใช้ AI Noise Cancellation ช่วยลดเสียงรบกวนปลายทางได้มากกว่า 80–90% ทำให้ลดความเครียดระหว่างประชุม

  • ผู้เข้าร่วมประชุมออนไลน์รายงานว่าได้ยินเสียงชัดขึ้น
  • ปัญหา Echo / เสียงแทรกลดลง
  • เวลาในการประชุมลดลงเพราะไม่ต้องพูดซ้ำ

4. ใช้วัสดุดูดซับเสียงในจุดที่เสียงสะสมสูง
ไม่จำเป็นต้องติด Acoustic ทั้งออฟฟิศ แค่เพิ่มวัสดุดูดซับเสียงในจุดสำคัญ เช่น ผนังใกล้โต๊ะประชุม โถงกลาง หรือพื้นที่ที่มีการพูดคุยบ่อย จะช่วยลดเสียงสะท้อนและการกระจายของเสียงได้อย่างเห็นผล

  • ระดับเสียงสะท้อน (Reverberation) ลดลง
  • พนักงานรู้สึกว่าเสียง “ไม่ก้อง” และฟังสบายขึ้น
  • การประชุมในพื้นที่เปิดมีความชัดเจนมากขึ้น

ข้อมูลจาก British Council for Offices (BCO) ระบุว่า การปรับอะคูสติกที่เหมาะสมช่วยเพิ่มความสามารถในการโฟกัสของพนักงานได้ 15–20%

5. กำหนด Quiet Hours ด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่กติกา
แทนที่จะพึ่งพาการขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียว องค์กรสามารถกำหนด Quiet Hours หรือช่วงเวลาทำงานที่ต้องการความเงียบสูง โดยอิงจากพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่จริง เช่น ช่วงเวลาที่มีการประชุมออนไลน์มากที่สุด หรือช่วงที่ทีมต้องทำงานเชิงโฟกัส

Quiet Hours ไม่ได้หมายถึงการ “ห้ามคุย” แต่คือการออกแบบการใช้งานพื้นที่ให้เหมาะสมในช่วงเวลานั้น เช่น แนะนำให้ใช้ Phone Booth สำหรับการโทร ย้ายการประชุมไปยังห้องประชุมที่ปิดเสียง หรือจำกัดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดเสียงในโซนทำงานหลัก

เมื่อผสาน Quiet Hours เข้ากับเทคโนโลยี Smart Office เช่น ระบบจองห้องประชุม ระบบวิเคราะห์การใช้พื้นที่ หรือ Dashboard แสดงสถานะโซนเงียบ องค์กรจะสามารถบริหารเสียงในออฟฟิศได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ไม่ขึ้นกับวินัยของแต่ละบุคคลเพียงอย่างเดียว

วัดผลได้อย่างไร:

  • เปรียบเทียบระดับเสียงก่อน–หลังการกำหนด Quiet Hours
  • ดูอัตราการใช้ Phone Booth และห้องประชุมในช่วง Quiet Hours
  • สำรวจความพึงพอใจของพนักงานด้านสมาธิและ Productivity
  • ลดจำนวนเหตุขัดจังหวะในช่วงเวลาที่ต้องการโฟกัสสูง

Checklist ออฟฟิศคุณพร้อมลดเสียงรบกวนหรือยัง?

หากเช็คไม่ครบ = เสียงรบกวนยังคงเป็นต้นทุนที่องค์กรจ่ายอยู่ทุกวัน

Phone Booth สำหรับออฟฟิศยุค Hybrid

หนึ่งในโซลูชันที่ช่วย ลดเสียงรบกวนในออฟฟิศ ได้เห็นผลชัดเจนที่สุดในยุค Hybrid Work คือการใช้ Phone Booth หรือ Privacy Pod ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการทำงานแบบโฟกัส การโทรศัพท์ และการประชุมออนไลน์ ไม่ใช่แค่เพื่อ “เก็บเสียง” แต่เพื่อสร้างพื้นที่ทำงานส่วนตัวที่ช่วยเพิ่ม Productivity ของพนักงานอย่างแท้จริง

Exzy จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่ผู้นำเข้าและจำหน่าย Phone Booth เท่านั้น แต่ทำงานในบทบาทของ Transformation Partner ที่ช่วยวางโซลูชัน Smart Office แบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนพื้นที่ ไปจนถึงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของพนักงาน

ในกระบวนการทำงาน Exzy จะเริ่มจากการประเมินพฤติกรรมการทำงานและจำนวนพนักงาน เพื่อกำหนด สัดส่วน Phone Booth ที่เหมาะสมต่อองค์กร ไม่มากหรือน้อยเกินไป จากนั้นจึงช่วยเลือกรุ่น WINPOD โซลูชันที่ Exzy เลือกมานำเสนอให้กับลูกค้า ด้วยคุณภาพที่โดดเด่น

  • ISO 9001/14001 (คุณภาพ + สิ่งแวดล้อม)
  • Greenguard Gold (ปลอดสารเคมี)
  • ANSI/BIFMA (ความปลอดภัยใช้งานสำนักงาน)
  • ISO 23351-1 โดย TUV SÜD — ค่าเก็บเสียง 28.9 dB

พร้อมกับการให้บริการทดสอบคุณภาพเสียง แสง ความสบาย หรือการใช้งานในสถานการณ์จริง ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้ตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

FAQs : คำถามที่พบบ่อยเรื่อง “ลดเสียงรบกวนในออฟฟิศ”

Q1: ลดเสียงรบกวนต้องรีโนเวทออฟฟิศไหม?

A: ไม่จำเป็น การใช้ตู้เก็บเสียงและการจัดโซนช่วยได้ทันที

Q2: ตู้เก็บเสียงอึดอัดไหม?

A: รุ่นสำหรับองค์กรมีระบบถ่ายเทอากาศและไฟอัตโนมัติ ใช้งานต่อเนื่องได้สบาย

Q3: ใช้งบประมาณสูงหรือไม่?

A: ต่ำกว่าการสร้างห้องประชุมใหม่ และให้ ROI ที่เร็วกว่า

Q4: เหมาะกับออฟฟิศขนาดเล็กไหม?

A: ยิ่งเหมาะ เพราะช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้งานโดยไม่เปลืองพื้นที่รวม

สรุป

เสียงรบกวนในออฟฟิศไม่ใช่เพียงปัญหาด้านบรรยากาศการทำงาน แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อ Productivity สมาธิ และคุณภาพการสื่อสารของพนักงาน ในยุคที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปสู่ Hybrid และ Collaboration มากขึ้น องค์กรจึงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยแนวคิดหรือเครื่องมือแบบเดิมได้อีกต่อไป

การลดเสียงรบกวนในออฟฟิศอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยทั้งการออกแบบพื้นที่ที่เข้าใจพฤติกรรมการทำงานจริง การเลือกใช้อุปกรณ์ประชุมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงการเพิ่มพื้นที่ส่วนตัวอย่าง Phone Booth หรือ Privacy Pod ที่ช่วยให้พนักงานสามารถโฟกัส โทรศัพท์ และประชุมออนไลน์ได้โดยไม่รบกวนผู้อื่น ทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องทุบหรือรีโนเวทออฟฟิศใหม่

Exzy ในฐานะ Transformation Partner ด้าน Smart Office Solutions และตัวแทนจัดจำหน่าย Phone Booth อย่างเป็นทางการ พร้อมช่วยองค์กรออกแบบ วางแผน และทดสอบโซลูชันที่เหมาะกับบริบทการทำงานจริง เพื่อให้การลดเสียงรบกวนในออฟฟิศไม่ใช่แค่ “แนวคิดที่ดี” แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริงในทุกวันทำงาน

หากอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Phoonebooth ติดต่อได้ที่

Add Line: @exzysmartoffice (มี@ นำหน้า) หรือ คลิก https://lin.ee/L6t8rJ2
โทร. 065-121-5470 หรือ อีเมล: contact@exzy.me

Related Posts