5 วิธีเลือกตู้เก็บเสียงให้เหมาะกับลักษณะงาน และจำนวนพนักงาน

5 วิธีเลือกตู้เก็บเสียงให้เหมาะกับลักษณะงาน และจำนวนพนักงาน

ในยุคที่รูปแบบการทำงานเปลี่ยนเป็น Hybrid กับ Collaboration-Driven การประชุมออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่า และ Deep Work กลายเป็น Core Skill ของพนักงานทุกตำแหน่ง สิ่งหนึ่งที่องค์กรทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญคือ พื้นที่เงียบสำหรับโฟกัสงาน เพราะ Productivity ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องประชุมใหญ่ แต่เกิดขึ้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ที่ช่วยให้คนคิดได้เต็มประสิทธิภาพ

เมื่อห้องทำงานเป็น Open Space เสียงรบกวนเพียงเล็กน้อย เช่น เสียงโทรศัพท์ เสียงคุยงาน และเสียง Keyboard อาจทำให้ Productivity หายไปกว่า 40% ต่อวัน ซึ่งเท่ากับการสูญเสีย Output โดยไม่รู้ตัว จึงไม่แปลกที่ ตู้เก็บเสียง, Meeting Pod, Phone Booth กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของออฟฟิศยุค Hybrid

และบทความนี้จะพาคุณไปดูวิธีเลือกให้คุ้มค่า ใช้งานตรงอาชีพ ตรงจำนวนพนักงาน และตอบโจทย์ Scalability ขององค์กรในอนาคต

ทำความรู้จัก ตู้เก็บเสียง

ตู้เก็บเสียง (Soundproof Booth / Office Pod) คือห้องสำเร็จรูปขนาดเล็กที่ออกแบบเพื่อ ลดเสียงรบกวนทั้งภายในและภายนอก ใช้ได้ทั้งประชุมออนไลน์ ประชุมแบบ 2–4 คน หรือเป็นพื้นที่โฟกัสงานส่วนตัว

คุณสมบัติพื้นฐานของ ตู้เก็บเสียงที่ดี ควรมี
Featureระดับมาตรฐานในองค์กร
การดูดซับเสียง (Sound Absorption)NRC ≥ 0.75
การป้องกันเสียง (Sound Isolation)ลดเสียงได้ 25–35 dB
ระบบระบายอากาศ (Ventilation)ไหลเวียนอากาศภายใน 3–5 นาที
ไฟส่องสว่าง300–500 Lux รองรับ Video Call
รองรับ Video Conferenceมีปลั๊ก USB / LAN / HDMI
ความทนทานอายุใช้งาน 5–10 ปี

ยิ่งป้องกันเสียงได้มาก พนักงานยิ่งเข้ามาใช้บ่อย ก็ส่งผลให้ Productivity เพิ่มแบบวัดผลได้

ทำไมองค์กรต้องมี ตู้เก็บเสียง?

เพราะออฟฟิศยุคใหม่มีปัญหาที่โต๊ะทำงานแก้ไม่ได้ เช่น

  • Online Meeting ชนกันในพื้นที่เปิด
  • คนพูดโทรศัพท์เสียงดังโดยไม่ตั้งใจ
  • พนักงานต้องหาที่เงียบเพื่องานที่ใช้สมาธิสูง
  • ห้องประชุมใหญ่ถูกจองเกินจำเป็น
  • เวลาทำงานหลุดโฟกัสง่าย เสีย Productivity

ตู้เก็บเสียง คือเครื่องมือเพิ่ม Focus / Creative Output / Retention Rate ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่คือ Smart Workspace Asset

5 วิธีเลือกตู้เก็บเสียงให้เหมาะกับงานและจำนวนพนักงาน

1) เลือกตามประเภทงาน ไม่ใช่แค่ขนาดของตู้

ประเภทการใช้งานBooth ที่แนะนำเหมาะสำหรับ
Focus / Coding / Design Thinking1–2 Seat BoothDeveloper, Analyst, Designer
Video Conference / 1:1 Meeting1–2 Seat BoothHR Interview, Sales Call
Brainstorm ทีมเล็ก2–4 Seat BoothMarketing / Content Team
Discussion ระดับผู้บริหาร4–6 Seat BoothBoard / Client Meeting

องค์กรจำนวนมากตัดสินใจจากขนาดพื้นที่ก่อน แต่สิ่งที่ควรพิจารณามากกว่าคือ งานประเภทไหนเกิดขึ้นภายใน Booth หากเป็นงานโฟกัส เช่น Coding, Graphic, Strategic Planning Booth

Booth ขนาดเล็กเหมาะกับงานที่ต้องการสมาธิสูงและ Online Meeting สั้น ๆ ส่วน Booth ที่รองรับ 2–4 ที่นั่งตอบโจทย์การประชุม Project หรือ Interview พนักงานใหม่ ความเหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับ Pattern การทำงานของแต่ละองค์กรมากกว่าตัวเลขพื้นที่เพียงอย่างเดียว

2) ดูความสามารถด้านการเก็บเสียงเป็นหลัก (Noise Rating)
ตู้เก็บเสียงที่ดีควรลดเสียงได้ประมาณ 30–35 dB ซึ่งถือเป็นระดับ Professional ที่เหมาะสำหรับวิดีโอคอลและการประชุมที่ต้องใช้ความเป็นส่วนตัว หากต่ำกว่านี้ อาจยังได้ยินเสียงภายนอกเล็ดลอดเข้ามารบกวน หรือเสียงจากภายในส่งออกไปทำให้ผู้อื่นเสียสมาธิ

ดีไซน์สวยอาจดึงดูดสายตา แต่สิ่งที่วัดผลได้จริงคือ คุณภาพอะคูสติกภายใน ไม่ว่าจะเป็นชนิดของแผ่นดูดซับ, ความหนาผนัง, หรือโครงสร้างที่ยกระดับจากพื้นเพื่อลดการสั่นสะเทือน เพราะ Booth ที่กันเสียงได้ดีเท่านั้นที่ช่วยให้งานโฟกัสเกิดผลลัพธ์มากที่สุด

3) ระบบระบายอากาศต้องดี ไม่อึดอัดแม้ใช้นาน ๆ
หลายองค์กรลงทุนกับ Booth ที่สวยหรูแต่ระบายอากาศไม่ดี ทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัดหลังใช้งานเพียง 15–20 นาที Booth ที่เหมาะกับการทำงานจริงควรมีการหมุนเวียนอากาศทุก 3–5 นาที และมีค่าการไหลเวียน (Airflow) อยู่ในช่วง 150–200 m³/h เพราะระดับออกซิเจนที่เหมาะสมช่วยลดอาการง่วง สมองประมวลผลไวขึ้น และประชุมได้ยาวโดยไม่รู้สึกเหนื่อย

ระบบไฟและอุณหภูมิก็สำคัญไม่แพ้กัน หาก Video Call บ่อย หลอดไฟควรให้โทนขาวในระดับ 400–600 Lux เพื่อให้ภาพออกมาคมชัดเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับ Call กับลูกค้าและผู้บริหารระดับสูง

4) รองรับการประชุม Video Conference เป็นมาตรฐาน
เพราะตู้เก็บเสียงไม่ได้มีแค่ไว้ เงียบ แต่เพื่อให้คนประชุมได้มีคุณภาพที่สุด ควรมี

  • ช่องต่อไฟ + USB-C/HDMI
  • Ring Light หรือไฟ 400–600 Lux
  • โต๊ะ Workstation ขนาด 60–80 cm
  • Acoustic Panel รอบตัวไม่ย้อนเสียง
  • AI Camera / Speaker ที่ติดตั้งได้ง่าย

เพื่อป้องกันเสียงย้อน หรือเสียงสะท้อน เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เสียงประชุมชัดเจนขึ้น ลด Echo และลดการตัดเสียงระหว่างพูด

ในองค์กร Hybrid Work พนักงาน Video Call เฉลี่ย 3–6 ครั้งต่อวัน Booth ที่ออกแบบมาสำหรับ Conference จึงช่วยลดการแย่งห้องประชุมขนาดใหญ่ ประหยัดพื้นที่ และทำให้ Flow การทำงานของทีมดีขึ้นแบบรู้สึกได้ทันที

5) เลือกตามจำนวนพนักงาน และอัตราการใช้งาน (Utilization Rate)
ตู้เก็บเสียง 1 ตัวอาจเพียงพอสำหรับออฟฟิศ 20–50 คน แต่เมื่อองค์กรเติบโตและเกิดการใช้งานต่อเนื่อง อัตราการจองเกิน 70% คือสัญญาณว่าควรเพิ่ม Booth ทันที เพราะเมื่อพนักงานต้องรอคิว Productivity จะสูญเสียกลับไปเหมือนเดิม การวางสัดส่วนที่เหมาะสมจึงช่วยให้เวลาทำงานไหลลื่น ลดความตึงเครียด และเพิ่มคุณภาพ Collaboration ของทั้งองค์กร

FAQs : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ "ตู้เก็บเสียง”

Q1: ตู้เก็บเสียงใช้กับออฟฟิศ Open Space ได้ไหม?

A: ได้ดีที่สุด เพราะช่วยลดเสียงรอบข้างได้อย่างชัดเจน และทำให้พื้นที่มีฟังก์ชันเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องสร้างห้องใหม่

Q2: ถ้าใช้ Video Call วันละหลายรอบ อึดอัดไหม?

A: เลือก Booth ที่มี Airflow 150–200 m³/h จะใช้งานต่อเนื่องได้ไม่อึดอัด

Q3: ตู้เก็บเสียงช่วยให้ประชุมดีขึ้นจริงไหม?

A: ช่วยอย่างมาก โดยเฉพาะประชุม 1:1 หรือ Video Conference ที่ต้องการเสียงชัดในบรรยากาศเป็นส่วนตัว การตัดเสียงรบกวนทำให้ตัดสินใจเร็วขึ้น และลดความเข้าใจผิดในการสื่อสาร

Q4: เหมาะกับองค์กรแบบไหน?

A: ทุกบริษัทที่ต้องมี Video Call, งาน Focus หรือ Hybrid Meeting

แนะนำแบรนด์ WINPOD – Smart Multi-Purpose Pod

WINPOD ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก แบรนด์ที่หลายองค์กรระดับโลกเลือกใช้ เชี่ยวชาญงานโครงสร้างโลหะ + Acoustic Pod อุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ และโซลูชันสำนักงานสมัยใหม่ โดยเฉพาะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Productivity และ Work Experience โดยถูกออกแบบ ” ไม่ว่าจะเป็น Booth ส่วนตัว, Phone Booth, Meeting Pod, หรือ Collaborative Pod ทำให้สามารถปรับใช้ได้กับหลายรูปแบบออฟฟิศโดยไม่ต้องรีโนเวทใหญ่

Exzy – ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย ที่พร้อมให้บริการแบบครบวงจร

  • วิเคราะห์พื้นที่จริงในออฟฟิศ (Space Planning) เพื่อออกแบบ Pod ให้เหมาะกับงานและพฤติกรรมการทำงาน
  • แนะนำรุ่น Pod ที่เหมาะกับทีม เช่น Solo, 2 คน, 4–6 คน ตามขนาดองค์กร
  • บริการติดตั้งและตั้งค่า (Turnkey) พร้อม Test ระบบเสียง อากาศ ไฟให้ใช้ได้ทันที
  • ให้คำปรึกษาเรื่อง ROI และการปรับพื้นที่ให้เป็น Smart Office

ดังนั้น การซื้อผ่าน Exzy ไม่ใช่แค่ซื้อ Pod แต่คือการลงทุนเพื่อ Workplace Experience + Productivity + Smart Office Ecosystem

สรุป

ตู้เก็บเสียงไม่ใช่เพียงที่สำหรับนั่งทำงาน แต่คือพื้นที่ที่ช่วยให้เราสามารถโฟกัสกับการทำงานมากยิ่งขึ้น มีสมาธิจดจ่อ ช่วยให้ Video Meeting ชัดเจนขึ้น และทำให้ทีมทำงานไวขึ้นอย่างวัดผลได้ สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับประสบการณ์พนักงาน เพิ่มคุณภาพการสื่อสาร และรองรับ Hybrid Work อย่างยั่งยืน การเริ่มต้นจาก ตู้เก็บเสียง 1 ตัว อาจเป็นจุดเปลี่ยน Productivity ทั้งองค์กร

Exzy คือ ตัวแทน WINPOD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ และติดตั้ง Meeting Pod ที่เหมาะกับรูปแบบงานขององค์กรคุณที่สุด

หากอยากได้โบรชัวร์สินค้าแบรนด์ Winpod เพิ่มเติม ติดต่อได้ที่

Add Line: @exzysmartoffice (มี@ นำหน้า) หรือ คลิก https://lin.ee/L6t8rJ2
โทร. 065-121-5470 หรือ อีเมล: contact@exzy.me

Related Posts