Flexible Seating จากองค์กรชั้นนำ ทำอย่างไรให้พนักงานยอมรับและใช้งานจริง

Flexible Seating จากองค์กรชั้นนำ ทำอย่างไรให้พนักงานยอมรับและใช้งานจริง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มปรับออฟฟิศจากที่นั่งประจำแบบเดิม ไปสู่แนวคิด Flexible Seating หรือการใช้ที่นั่งทำงานร่วมกันตามความเหมาะสมของงานในแต่ละวัน แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกองค์กรที่เปลี่ยนแล้ว “เวิร์ก” บางแห่งลงทุนไปมาก แต่กลับพบว่าพนักงานไม่ยอมใช้ เกิดความสับสน หรือรู้สึกว่าสูญเสียพื้นที่ส่วนตัว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “Flexible Seating ดีไหม?” แต่คือ “ทำอย่างไรให้พนักงานยอมรับ และใช้งาน Flexible Seating ได้จริงในชีวิตประจำวัน”
บทความนี้จะพาไปถอดบทเรียนจาก PTG Energy องค์กรระดับประเทศที่ปรับพื้นที่ทำงานรองรับพนักงานเวียนใช้งานกว่า 1,000 คน ด้วยระบบ Flexible Seating + Smart Office และสามารถใช้งานต่อเนื่องได้จริงมากกว่า 5 ปี

Flexible Seating คืออะไร

Flexible Seating คือแนวคิดการจัดที่นั่งทำงานที่ ไม่ยึดติดกับโต๊ะประจำ แต่เปิดโอกาสให้พนักงานเลือกที่นั่งตามลักษณะงานในแต่ละวัน เช่น

– งานที่ต้องโฟกัส → เลือกโซนเงียบ
– งานที่ต้องคุยกับทีม → เลือก Co-working Zone

สิ่งที่หลายองค์กรมักเข้าใจผิดคือ Flexible Seating ไม่ใช่ การลดโต๊ะแล้วให้พนักงาน “แย่งที่นั่งกันเอง” หากไม่มีระบบรองรับ แนวคิดนี้จะกลายเป็น Pain Point ทันที ทั้งในมุมพนักงาน และฝ่ายบริหาร

ทำไม Flexible Seating ถึงกลายเป็นโจทย์ขององค์กรยุค Hybrid

จากรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Working พนักงานไม่ได้เข้าออฟฟิศทุกวันพร้อมกันเหมือนในอดีต การมีโต๊ะประจำ 1 คนต่อ 1 ที่นั่งจึงทำให้เกิดพื้นที่ว่างจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกใช้งานจริง

องค์กรชั้นนำเริ่มมองว่า Flexible Seating คือเครื่องมือในการ

  • ใช้พื้นที่ออฟฟิศให้คุ้มค่ามากขึ้น
  • รองรับพนักงานจากหลายทีม หลายสาขา
  • สร้างบรรยากาศการทำงานที่คล่องตัวและ Productive

แต่ “ความยืดหยุ่น” จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีระบบที่ช่วยให้การใช้งานเป็นระเบียบ และเข้าใจง่าย

Case Study : PTG Energy กับ Flexible Seating

PTG Energy คือหนึ่งในองค์กรพลังงานชั้นนำระดับประเทศ ที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ LPG อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงพลังงานทางเลือก องค์กรมีพนักงานจากหลายหน่วยงานและหลายสาขา หมุนเวียนเข้ามาใช้งานออฟฟิศที่ตึก CW Tower อย่างต่อเนื่อง

PTG เข้าใจว่าการทำงานยุคใหม่ไม่สามารถใช้แนวคิดออฟฟิศแบบเดิมได้อีกต่อไป จึงปรับพื้นที่ให้เป็น Co-Working Space รองรับการทำงานแบบ Hybrid และ Flexible seating โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมให้พนักงาน “อยู่ดี มีสุข” ควบคู่กับเป้าหมายองค์กร

Flexible Seating เริ่มจากการออกแบบ “พื้นที่” ให้ถูกก่อน

หนึ่งในเหตุผลที่ PTG ประสบความสำเร็จ คือการออกแบบพื้นที่ให้รองรับการทำงานหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่เพิ่มโต๊ะทำงาน แต่แบ่งสัดส่วนการใช้งานอย่างชัดเจน เช่น

  • โซน Co-Working สำหรับงานที่ต้อง Collaboration
  • โซนโฟกัสสำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิ
  • โซนประชุมย่อยและพื้นที่สนับสนุน Hybrid Working

พื้นที่เหล่านี้ทำให้ Flexible Seating ไม่ใช่แค่การแชร์โต๊ะ แต่เป็นการเลือก “พื้นที่ที่เหมาะกับงาน” ในแต่ละวัน

เทคโนโลยีคือ “ตัวกลาง” ของ Flexible Seating ที่ใช้งานได้จริง

อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้พนักงานยอมรับ Flexible Seating คือการมีระบบจองโต๊ะทำงาน W+ Co Desk ของ Exzy เข้ามาช่วยจัดการ เช่น ที่ออกแบบจากพฤติกรรมผู้ใช้งานจริง ช่วยให้การเลือกที่นั่งเป็นเรื่องง่าย เห็นภาพชัด และไม่ซับซ้อน

  • รองรับ Hot Seat มากกว่า 80 ที่นั่ง
  • จองที่นั่งผ่าน หน้าจอ Touchscreen ขนาดใหญ่แบบ 3D
  • เชื่อมต่อกับ Google Calendar ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน
  • มองเห็นภาพรวมพื้นที่ และเลือกตำแหน่งได้ง่าย

แทนที่พนักงานต้องเดินหาที่นั่งเอง หรือกังวลว่าโต๊ะนี้ว่างจริงไหม ระบบจองแบบ Real-time และป้ายแสดงสถานะช่วยลดความไม่แน่นอน ทำให้ Flexible Seating กลายเป็น “ประสบการณ์ที่ลื่นไหล” ไม่ใช่การทดลองที่สร้างความอึดอัด

ผลลัพธ์เชิงองค์กรที่วัดได้จาก Flexible Seating ของ PTG
หลังจากใช้งานระบบ W+ Co Desk ต่อเนื่องกว่า 5 ปี PTG สามารถ

  • บริหารพื้นที่ทำงานได้อย่างเป็นระบบ
  • รองรับพนักงานจำนวนมากจากหลายหน่วยงาน
  • กำหนดกติกาการใช้งานที่ชัดเจน
  • ยกระดับ Employee Experience อย่างเห็นได้ชัด

ที่สำคัญ องค์กรสามารถเห็น ข้อมูลการใช้งานพื้นที่จริง ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผน Workplace ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่ การเพิ่ม Smart Meeting Room หรือการบริหารทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น

Flexible Seating จะสำเร็จได้ องค์กรต้องเปลี่ยน Mindset ก่อน

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยของหลายองค์กร คือการมองว่า Flexible Seating หรือการนั่งทำงานแบบ First Come, First Serve เป็นเพียงเรื่องของการจัดโต๊ะ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ยากกว่าการย้ายเฟอร์นิเจอร์ คือการปรับ “วิธีคิด” ขององค์กรให้เข้าใจพนักงานในยุคใหม่อย่างแท้จริง

พนักงานไม่ได้ต่อต้าน Flexible Seating เพราะไม่อยากเปลี่ยนที่นั่ง แต่เพราะไม่มั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้การทำงานดีขึ้นจริงหรือไม่ หากองค์กรยังยึดติดกับการวัดผลจากการนั่งประจำโต๊ะ การควบคุมเวลาเข้า–ออก หรือโครงสร้างการทำงานแบบเดิม Flexible Seating จะถูกมองว่าเป็นภาระ มากกว่าประโยชน์

เมื่อองค์กรยอมรับว่า งานแต่ละประเภทต้องการพื้นที่ไม่เหมือนกัน การนั่งทำงานแบบ First Come, First Serve จึงไม่ใช่การแย่งที่นั่ง แต่คือการเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกพื้นที่ที่เหมาะกับงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโซนโฟกัส โซน Co-working หรือโซนประชุมย่อย

FAQs : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Flexible Seating

Q1: Flexible seating เหมาะกับองค์กรทุกขนาดไหม?

A: เหมาะทั้งองค์กรขนาดกลางและใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรที่มี Hybrid Working หรือพนักงานหมุนเวียนเข้าออฟฟิศ

Q2: พนักงานจะรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ส่วนตัวหรือไม่?

A: หากออกแบบโซนและมีกติกาชัดเจน พร้อมระบบจองที่ใช้งานง่าย พนักงานมักยอมรับได้มากกว่าที่คิด

Q3: ใช้ Flexible seating แล้ว Productivity จะเพิ่มจริงไหม?

A: เพิ่มได้จริง หากพนักงานเลือกพื้นที่ที่เหมาะกับงาน และไม่เสียเวลาจัดการเรื่องที่นั่ง

สรุป

กรณีของ PTG Energy ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของ Flexible Seating ไม่ได้มาจากการลดจำนวนโต๊ะหรือการปรับดีไซน์ออฟฟิศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมี “ระบบ” ที่รองรับการใช้งานจริงของพนักงาน ตั้งแต่การจองที่นั่ง การเห็นสถานะพื้นที่แบบเรียลไทม์ ไปจนถึงข้อมูลการใช้งานที่องค์กรนำไปใช้วางแผนเชิงกลยุทธ์ได้

เมื่อทำงานร่วมกับ Smart Office Solution อย่าง W+ Co Desk จาก Exzy องค์กรจะได้ทั้งความยืดหยุ่นของพื้นที่ Productivity ที่ดีขึ้น และ Employee Experience ที่ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่

สนใจอยากทำพื้นที่เป็น Flexible Seating ติดต่อทีมงาน Exzy ได้ที่

Add Line: @exzysmartoffice (มี@ นำหน้า) หรือ คลิก https://lin.ee/L6t8rJ2
โทร. 065-121-5470 หรือ อีเมล: contact@exzy.me

Related Posts