Quiet Quitting คืออะไร? เข้าใจพฤติกรรมพนักงานยุคใหม่ที่องค์กรต้องใส่ใจ

Quiet Quitting คืออะไร? เข้าใจพฤติกรรมพนักงานยุคใหม่ที่องค์กรต้องใส่ใจ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรพบปรากฏการณ์ที่น่ากังวล พนักงานยังคงมาทำงานตรงเวลา ส่งงานตามหน้าที่ และไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่ผลงานโดยรวมกลับไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีการเสนอไอเดียใหม่ และไม่พร้อมก้าวเกินกรอบ Job Description ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Quiet Quitting และกำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโลกการทำงานยุคใหม่
คำถามคือ Quiet Quitting คืออะไร เกิดจากอะไร และองค์กรควรรับมืออย่างไร ก่อนที่ Productivity และ Engagement จะค่อย ๆ ลดลงโดยไม่รู้ตัว

Quiet Quitting คืออะไร?

Quiet Quitting คือ พฤติกรรมของพนักงานที่ “ทำงานตามหน้าที่ขั้นต่ำที่ระบุไว้” แต่ไม่ลงทุนพลังงานทางอารมณ์หรือความคิดเพิ่มเติมให้กับงานอีกต่อไป โดยไม่ได้ลาออกอย่างเป็นทางการ

พนักงานกลุ่มนี้ยัง:

  • เข้างานตามเวลา
  • ทำงานตาม KPI ขั้นต่ำ
  • ไม่ฝ่าฝืนกฎหรือแสดงความไม่พอใจ

แต่ในขณะเดียวกันก็:

  • ไม่เสนอไอเดียใหม่
  • ไม่รับงานเพิ่ม
  • ไม่รู้สึกผูกพันกับองค์กร
  • ไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

จากรายงาน Gallup State of the Global Workplace ระบุว่า พนักงานกว่า 59% ทั่วโลกอยู่ในกลุ่ม “Quiet Quitters” ซึ่งส่งผลต่อ Productivity และนวัตกรรมขององค์กรในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

อะไรคือสาเหตุหลักของ Quiet Quitting ในองค์กรยุคใหม่?

1. ขอบเขตงานไม่ชัดเจน และความคาดหวังไม่สมดุล
พนักงานจำนวนมากรู้สึกว่า “ทำมาก = ได้เท่าเดิม” จึงเลือกปกป้องพลังงานของตัวเอง

2. ขาด Sense of Progress
เมื่อพนักงานไม่เห็นเส้นทางการเติบโต ไม่รู้ว่างานวันนี้เชื่อมกับเป้าหมายระยะยาวอย่างไร แรงจูงใจจะค่อย ๆ หายไป

3. วัฒนธรรมการทำงานที่เน้นเวลา มากกว่าผลลัพธ์
การวัดผลจากชั่วโมงออนไลน์ แทนที่จะเป็น Output ทำให้พนักงานรู้สึกถูกควบคุมมากกว่าสนับสนุน

4. สภาพแวดล้อมการทำงานไม่เอื้อต่อการโฟกัส
เสียงรบกวน การประชุมซ้ำซ้อน หรือพื้นที่ทำงานที่ไม่เหมาะสม ล้วนสะสมความเหนื่อยล้าโดยไม่รู้ตัว

Quiet Quitting ไม่ใช่ “ปัญหาของพนักงาน” แต่คือ “สัญญาณของระบบ”

องค์กรที่เข้าใจ Quiet Quitting อย่างลึกซึ้ง จะไม่มองว่าเป็นเรื่องของ Attitude ส่วนบุคคล แต่เป็นผลลัพธ์จาก

  • โครงสร้างงาน
  • ระบบการสื่อสาร
  • สภาพแวดล้อมการทำงาน
  • เทคโนโลยีที่ใช้สนับสนุนการทำงาน

นี่คือจุดที่บทบาทของ HR, People Manager และ C-level ต้องเข้ามาร่วมกันแก้ที่ “ต้นเหตุ” ไม่ใช่แค่ปลายทาง

Quiet Quitting คือโอกาสขององค์กรที่กล้าปรับ “ระบบงาน” ก่อนวัฒนธรรม

ในอีกมุมหนึ่ง Quiet Quitting ไม่ได้เป็นแค่ปัญหา แต่คือ โอกาสขององค์กรที่พร้อมปรับตัวก่อน
องค์กรที่รับมือได้ดี มักเริ่มจากการปรับ “ระบบ” ก่อนพูดถึง “ทัศนคติพนักงาน” แนวทางที่เห็นผลจริงในหลายองค์กร ได้แก่

  • ลด Meeting ที่ไม่จำเป็น และใช้ Smart Meeting Room / ระบบจองห้องประชุม
  • แยกพื้นที่ Focus / Collaboration / Social อย่างชัดเจน
  • ใช้ข้อมูลจาก Workplace Analytics เพื่อเข้าใจพฤติกรรมการทำงานจริง
  • ให้ Manager ทำหน้าที่ Coach มากกว่า Controller

องค์กรกลุ่มนี้พบว่า เมื่อระบบเอื้อต่อการทำงาน พนักงานจะกลับมามี Engagement โดยไม่ต้องบังคับ และ Quiet Quitting จะค่อย ๆ ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ

แนวทางที่องค์กรใช้ “ลด Quiet Quitting” ได้จริง

1. ออกแบบงานให้วัดผลจาก Output
เปลี่ยนจากการวัดเวลาทำงาน → วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน

2. สร้างพื้นที่ทำงานที่รองรับ Focus และ Collaboration
เช่น การมี Privacy Pod / Phone Booth สำหรับงานโฟกัส หรือประชุมสั้น ๆ ลด Meeting Hell

3. ใช้เทคโนโลยี Smart Workplace
ระบบจองห้องประชุม, Workplace Analytics และ Dashboard ช่วยให้ผู้บริหารเห็นพฤติกรรมการทำงานจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

4. ให้ Feedback และ Recognition อย่างต่อเนื่อง
พนักงานต้องรู้ว่า “สิ่งที่ทำมีความหมาย” ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ

FAQs : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Quiet Quitting

Q1: Quiet Quitting คือการไม่รับผิดชอบงานหรือไม่?

A: ไม่ใช่ พนักงานยังทำตามหน้าที่ครบ แต่เลือกไม่ทุ่มเกินขอบเขต

Q2: Gen Z มี Quiet Quitting มากกว่ารุ่นอื่นจริงไหม?

A: ไม่จำเป็น แต่ Gen Z ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance และ Meaning of Work มากกว่า

Q3: Quiet Quitting แก้ด้วยการขึ้นเงินเดือนได้ไหม?

A: เงินช่วยได้ระยะสั้น แต่ระยะยาวต้องแก้ที่ระบบงานและสภาพแวดล้อม

Q4: HR จะตรวจจับ Quiet Quitting ได้อย่างไร?

A: ใช้ข้อมูล Engagement Survey + Workplace Analytics ควบคู่การสังเกตเชิงคุณภาพ

Q5: เทคโนโลยีช่วยลด Quiet Quitting ได้จริงหรือ?

A: ได้ หากใช้เพื่อ “สนับสนุน” ไม่ใช่ “ควบคุม”

สรุป

ท้ายที่สุดแล้ว Quiet Quitting คือ สัญญาณที่บอกองค์กรอย่างชัดเจนว่า วิธีการทำงานเดิม ๆ กำลังไม่ตอบโจทย์พนักงานยุคใหม่อีกต่อไป พนักงานไม่ได้ทำงานน้อยลงเพราะขาดความรับผิดชอบ แต่เพราะ “ระบบรอบตัว” ไม่เอื้อต่อการโฟกัส การร่วมมือ และการสร้างผลงานที่มีความหมาย

องค์กรที่รับมือกับ Quiet Quitting ได้อย่างยั่งยืน มักไม่เริ่มจากการควบคุมคน แต่เริ่มจากการ ออกแบบประสบการณ์การทำงานใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบ Smart Meeting Room และ Video Conference ที่ช่วยลด Meeting ที่เสียเวลา และทำให้การประชุมมีคุณภาพทั้งภาพและเสียง
  • ระบบจองห้องประชุม / Hot Desk / Phone Booth ที่ช่วยให้พนักงานเข้าถึงพื้นที่ทำงานที่เหมาะกับงานแต่ละประเภทได้ง่ายขึ้น
  • การใช้ Privacy Pod หรือ Office Pod เพื่อสร้างพื้นที่โฟกัส ลดเสียงรบกวน และสนับสนุน Deep Work อย่างแท้จริง
  • และที่สำคัญคือ Workplace Analytics & Dashboard ที่ช่วยให้ผู้บริหารเห็นข้อมูลการใช้งานพื้นที่และพฤติกรรมการทำงานจริง เพื่อนำไปตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ

Exzy ทำหน้าที่มากกว่าแค่ผู้ติดตั้งระบบ แต่คือพาร์ตเนอร์ที่ช่วยองค์กรออกแบบ Smart Office และ Hybrid Workplace แบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมการทำงาน ออกแบบพื้นที่ เลือกเทคโนโลยี

สร้าง “สภาพแวดล้อมและระบบ” ที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า งานที่ทำมีคุณค่า โฟกัสได้จริง และพร้อมทุ่มเทอย่างยั่งยืน

หากองค์กรของคุณกำลังสนใจระบบ Smart Office จาก Exzy ติดต่อได้ที่

Add Line: @exzysmartoffice (มี@ นำหน้า) หรือ คลิก https://lin.ee/L6t8rJ2
โทร. 065-121-5470 หรือ อีเมล: contact@exzy.me

Related Posts